หลวงปู่ธูป ญาณวโร เจ้าอาวาสวัดลาดน้ำขาว ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระเถระผู้มีวัตรปฏิบัติอันมั่นคง เสมอต้นเสมอปลาย และดำรงตนอยู่ในสมณเพศด้วยความเคร่งครัด ท่านอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนสงเคราะห์ญาติโยมและผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยจิตเมตตา
นอกจากเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว หลวงปู่ธูปยังได้รับความเลื่อมใสศรัทธาในฐานะ พระเกจิอาจารย์ผู้มีวิทยาคม แห่งเมืองสุพรรณบุรี มีศิษยานุศิษย์เดินทางมากราบนมัสการ ขอพร รับฟังธรรม และขอความเมตตาอยู่เป็นนิจ
ปัจจุบันหลวงปู่ธูปมีสิริอายุ ๘๓ ปี พรรษา ๕๙ (๒๕๖๓)
ชาติกำเนิดและปฐมวัย
หลวงปู่ธูป ญาณวโร มีนามเดิมว่า สมาน ใจเที่ยง มีชื่อเล่นว่า “ธูป” เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ บ้านลาดน้ำขาว อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ท่านเป็นบุตรของ นายทอง และนางเปีย ใจเที่ยง เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๖ คน
ภายหลังจากที่มารดาคลอดท่านได้เพียง ๑๖ วัน มารดาก็ถึงแก่กรรม ทำให้ นางบุญเรือน ผู้เป็นพี่สาว ต้องรับภาระเลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบใหญ่ ด้วยความรักและความผูกพันฉันพี่น้อง
ในวัยเด็ก หลวงปู่ธูปติดตามบิดาไปประกอบอาชีพรับจ้างตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งเดินทางไปทำไร่ทำนาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นเวลาหลายปี ชีวิตในวัยเยาว์จึงผ่านประสบการณ์แห่งความยากลำบากและการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ซึ่งต่อมาได้หล่อหลอมให้ท่านเป็นผู้มีความอดทนและเข้าใจความทุกข์ยากของผู้คนเป็นอย่างดี
ศึกษาอักขระและวิทยาคม
ด้วยความใฝ่รู้ตั้งแต่วัยเยาว์ หลวงปู่ธูปมีโอกาสศึกษาการอ่านเขียนภาษาบาลี ตลอดจนอักขระโบราณและสรรพวิชาต่าง ๆ จาก ปู่ขัน สาลีผล ผู้เป็นลุง
เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านมีความสนใจใฝ่ศึกษาในด้านวิทยาคม จึงเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ อาจารย์แปลก ฆราวาสผู้มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคม ณ อำเภอจอหอ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาสรรพวิชาต่าง ๆ เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ท่านยังเดินทางไปศึกษาวิทยาคมกับ หลวงพ่อพง ณ อำเภอเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ซึ่งนับเป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ท่านได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ทางด้านพระเวทและวิทยาคมอย่างต่อเนื่อง
อุปสมบทครั้งแรกและการลาสิกขา
เมื่อถึงวัยอุปสมบท ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้ขอให้บิดาพาไปเข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดทรงกระเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี
หลังจากบรรพชาอุปสมบทและจำพรรษาอยู่ได้เพียง ๑ พรรษา ท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขาเพื่อกลับมาดูแลบิดาซึ่งอยู่ในวัยชรา อันเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เมื่อบิดาถึงแก่กรรม ภาระทางครอบครัวของท่านจึงสิ้นสุดลง ด้วยพื้นฐานจิตใจที่โน้มเอียงเข้าสู่พระธรรมวินัยและมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง
อุปสมบทครั้งที่สองและการศึกษาพระธรรมวินัย
หลวงปู่ธูปเข้าพิธีอุปสมบทอีกครั้ง ณ อุโบสถวัดบางซ้ายใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี
พระครูอดุลวรวิทย์ หรือหลวงพ่อไวทย์ วัดบางซ้ายใน เจ้าคณะอำเภอบางซ้ายใน เป็นพระอุปัชฌาย์
พระปลัดเจริญ วัดบางซ้ายใน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระสมุห์ทองหยด วัดบางซ้ายใน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ญาณวโร” มีความหมายว่า “ผู้มีญาณอันประเสริฐ”
ภายหลังอุปสมบท ท่านได้จำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่ วัดใหม่หนองคต จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยเป็นผู้ใฝ่ศึกษาและแสวงหาความรู้ ท่านจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมจากพระอุปัชฌาย์ คือหลวงพ่อไวทย์ เจ้าคณะอำเภอบางซ้ายใน ซึ่งเป็นสายวิชาของ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อเนตร วัดใหม่หนองคต ซึ่งสืบสายวิชาจาก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ทำให้ท่านมีโอกาสสั่งสมความรู้ทั้งด้านพระธรรมวินัยและวิทยาคมจากครูบาอาจารย์หลายสาย
ออกธุดงค์และแสวงหาครูบาอาจารย์
ภายหลังจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่หนองคตเป็นเวลา ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่ธูปได้กราบลาพระอาจารย์เพื่อออกธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ มุ่งแสวงหาความสงบและประสบการณ์ทางธรรม
ระหว่างการเดินทาง ท่านได้ทราบกิตติศัพท์ว่า หลวงปู่สังข์ วัดน้ำเต้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระเถระผู้มีวิทยาคมแก่กล้า เมื่อกลับจากการธุดงค์จึงได้แวะไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาสรรพวิชาจากหลวงปู่สังข์เป็นเวลาประมาณ ๑ ปี
จากนั้นท่านได้เดินทางไปจำพรรษาที่ วัดดอนสนวน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลารวม ๓ พรรษา
กลับคืนสู่มาตุภูมิ วัดลาดน้ำขาว
กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงปู่ธูปได้เดินทางกลับมายังภูมิลำเนาเดิม และเข้าจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดลาดน้ำขาว ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านได้อุทิศชีวิตอยู่รับใช้พระพุทธศาสนา ณ วัดลาดน้ำขาวมาโดยตลอด ทั้งด้านการเผยแผ่พระธรรม การอบรมสั่งสอนญาติโยม การสงเคราะห์ผู้คน ตลอดจนการทำนุบำรุงเสนาสนะและกิจการต่าง ๆ ของวัด
ด้วยคุณงามความดีและความตั้งใจในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ท่านได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดลาดน้ำขาว
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้รับแต่งตั้งเป็น พระครูสังฆรักษ์ พระฐานานุกรมใน พระเทพปริยัติกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและการสงเคราะห์
หลวงปู่ธูปเป็นพระผู้มีพระธรรมวินัยเป็นเครื่องดำรงตน ยึดมั่นในความเรียบง่าย สมถะ และความเมตตา เมื่อมีผู้เดินทางมายังวัด ท่านมักให้การต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันงดงาม ไม่ถือองค์ ไม่เลือกชั้นวรรณะ และพร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษาด้วยความจริงใจ
ความเมตตาของท่านมิได้จำกัดอยู่เฉพาะศิษยานุศิษย์ หากแต่ครอบคลุมถึงผู้คนที่ประสบความทุกข์ยากและต้องการความช่วยเหลือ ท่านมักให้การสงเคราะห์ตามกำลังความสามารถ โดยมิได้เลือกที่รักมักที่ชัง
คุณธรรมและความเมตตาดังกล่าวค่อย ๆ เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คน จนกิตติศัพท์ของท่านแพร่ขจรออกไปอย่างกว้างขวาง มีพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่เดินทางมากราบนมัสการ ฝากตัวเป็นศิษย์ ฟังธรรม และขอความเมตตารับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์อย่างต่อเนื่อง
หลักธรรมคำสอน
แม้จะได้รับความเคารพศรัทธาในฐานะพระเกจิอาจารย์ แต่หลวงปู่ธูปยังคงเน้นย้ำให้ญาติโยมดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของพระธรรมและศีลธรรม มากกว่าการยึดติดในวัตถุมงคลหรือเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์
หลักธรรมที่ท่านพร่ำสอนอยู่เสมอ คือ การดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท และการรักษา ศีล ๕ ให้เป็นหลักประจำใจและแนวทางในการดำเนินชีวิต
ท่านมักสอนให้พุทธศาสนิกชนตั้งมั่นอยู่ในความดี มีสติรู้เท่าทันการดำเนินชีวิต หมั่นรักษาศีล และประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบแห่งคุณธรรม เพราะเมื่อบุคคลตั้งมั่นอยู่ในความดี ย่อมเป็นพื้นฐานแห่งความสงบสุขและความเจริญของชีวิต
เกียรติคุณและศรัทธาของสาธุชน
ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสมณเพศ หลวงปู่ธูป ญาณวโร ได้ดำรงตนด้วยความเรียบง่าย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจอย่างต่อเนื่อง
ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงาม ความเมตตาที่มีต่อสาธุชน และความตั้งใจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ประกอบกับชื่อเสียงด้านวิทยาคมที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์หลายสาย ทำให้ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสจากพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก
หลวงปู่ธูป ญาณวโร จึงนับเป็นพระเถระผู้ดำรงตนอยู่ด้วยความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เป็นแบบอย่างแห่งพระผู้มุ่งมั่นรับใช้พระพุทธศาสนาและสงเคราะห์ผู้คน โดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนอันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ “ไม่ประมาท รักษาศีล และตั้งมั่นอยู่ในความดี” อันเป็นแนวทางที่ท่านมอบไว้แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบมา
หากต้องการนำไปใช้เป็น บทความประวัติพระเกจิสำหรับหนังสือพระเครื่อง/นิตยสาร สามารถปรับสำนวนให้เข้มขลังและสละสลวยขึ้นอีกระดับ โดยคงข้อมูลประวัติเดิมไว้ได้ครับ

